สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 12
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 158
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 2,069,703
23 กันยายน 2561
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
      
10  11  12  13  14  15 
16  17  18  19  20  21  22 
23  24  25  26  27  28  29 
30             

  นานาสาระ
น้ำมันเบรค เรื่องที่ต้องรู้
[25 มกราคม 2557 17:40 น.]จำนวนผู้เข้าชม 3364 คน

 น้ำมันเบรค เรื่องที่ต้องรู้
 
           ถ้าพูดถึงระบบเบรคที่ดีนั้นย่อมให้ความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ทั้งหลาย ทั้งนี้นอกจากชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบเบรค ไม่ว่าจะเป็นจานเบรค แม่ปั๊มเบรก คาลิปเปอร์เบรค ผ้าเบรค ที่ต้องปฏิบัติงานอย่างถูกต้องแล้ว น้ำมันเบรคที่จะใช้ในระบบเบรคก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะให้ความมั่นใจกับผู้ขับขี่ทุกครั้งที่มีการเหยียบเบรคเริ่มท้าความรู้จักกับน้ำมันเบรค (Brake Fluid) ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ว่าคืออะไร ท้าหน้าที่อะไร สำคัญเช่นไร แล้วท้าไมต้องดูแลหรือเปลี่ยนตามระยะเวลา หรือระยะทางตามที่กำหนด
          น้ำมันเบรคคือ ของเหลวที่ท้าหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดกำลังโดยของเหลว หรือเรียกว่าเป็นตัวไฮดรอลิกก็ได้ เมื่อเราเหยียบเบรคที่แป้นเบรค แรงดันที่เหยียบจะถูกถ่ายทอดผ่านของเหลว(น้ำมันเบรก)ในระบบไปยังห้ามล้อทั้ง 4 ล้อ ซึ่งจะท้าให้ความเร็วของรถช้าลง หรือหยุดตามแรงกดที่ต้องการ
 น้้ามันเบรคที่ดีนอกจากจะเป็นตัวกลางถ่ายทอดกำลัง (ไฮดรอลิก)จากแป้นเหยียบเบรคแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกดังนี้
 -  เป็นตัวหล่อลื่นส่วนต่างๆ ในระบบเบรก เช่น แม่ปั๊มเบรคและลูกปั๊มเบรค เนื่องจากต้องมีการเสียดสีของลูกสูบเบรค ลูกยางเบรก ภายในแม่ปั๊มเบรค ลูกปั๊มเบรค นับครั้งไม่ถ้วน ถ้าปราศจากการหล่อลื่นก็จะท้าให้เกิดการสึกหรอ เกิดการรั่วภายหลังได้
 - มีความหนืดที่เหมาะสม ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้ได้ในอุณหภูมิต่างๆ ไม่ว่าร้อนหรือเย็น มีความหนืดที่ยืดหยุ่นได้ ไม่ข้นเกินไปแม้ว่าจะใช้ในอุณหภูมิติดลบ
 - ไม่เป็นอันตรายต่อชิ้นส่วนที่เป็นโลหะในระบบหรือลูกยางต่างๆ เนื่องจากระบบเบรคเป็นระบบความปลอดภัยที่สำคัญ ถ้าการท้างานของชิ้นส่วนต่างๆ ในส่วนของไฮดรอลิกบกพร่อง จะเกิดอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสนิมในระบบสร้างแรงดัน หรือลูกยางเสื่อมสภาพ
 -  มีจุดเดือดสูงและไม่ระเหยได้ง่าย คุณสมบัตินี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เป็นตัวบอกว่าน้ำมันเบรคยังคงมีสภาพใช้งานได้อยู่หรือไม่ จุดเดือดสูงก็จะเสื่อมสภาพได้ยากกว่าและทนต่อแรงดันจากการที่เหยียบแรงๆ ต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี
 - คงสภาพได้นาน หมายถึง รักษาคุณสมบัติต่างๆ ได้นานไม่ว่าจะมีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เช่น เรื่องของความชื้นหรือเกิดจากการใช้งานปกติ
 
         มาตรฐานด้านความปลอดภัยได้กำหนดชื่อมาตรฐานสำหรับน้ำมันเบรคว่า DOT (Department of Transportation) ที่เรียกจนติดปาก โดยกำหนดจุดเดือดของน้ำมันเบรก DOT3 ไม่ต่ำกว่า 205 องศาเซลเซียส DOT4 ไม่ต่ำกว่า 230 องศาเซลเซียส DOT5 260 องศาเซลเซียส
 
 สำคัญอย่างไร จากคุณสมบัติของน้ำมันเบรคจะเห็นได้ว่าจุดเดือดของน้ำมันเบรคเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเวลาเราเหยียบเบรคที่ความเร็วสูงหรือบรรทุกหนัก อุณหภูมิที่ผ้าเบรคและจานเบรคจะสูงมาก ความร้อนดังกล่าวจะถ่ายเทมายังน้ำมันเบรคด้วย ถ้าน้ำมันเบรคมีจุดเดือดต่ำจะสามารถระเหยและกลายเป็นไอได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่สามารถท้าหน้าที่เป็นตัวกลางถ่ายทอดกำลัง หรือท้าหน้าที่ไฮดรอลิกในระบบเบรคได้ จะท้าให้เกิดเบรคไม่อยู่ เบรคจม หรือเรียกว่า เบรกแตก
 
 ยกตัวอย่างการขับขี่ที่ใช้เบรคมากกว่าปกติ นั่นคือการใช้เบรคขณะลงเขา
กรณีดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ขับขี่ไม่ระวัง หรือใช้เบรคมากจนเกินไป การลงเขาที่ถูกต้องนั้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าข้างทางจะมีป้ายเตือนให้ผู้ขับรถใช้เกียร์ต่ำ ดังนั้นการใช้เกียร์ต่ำก็คือการให้เครื่องยนต์เป็นตัวช่วยในการเบรคนั่นเอง (Engine Brake) การท้าดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดภาระของระบบเบรคได้มากทีเดียว การใช้เกียร์ต่ำคือการลดเกียร์ลง เช่น กรณีใช้เกียร์สี่อยู่ก็ให้ลดมาที่เกียร์สาม หรือเกียร์สอง ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเวลาลดเกียร์ รอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น นั่นก็คือการใช้เครื่องยนต์เป็นตัวช่วยเบรค การท้าดังกล่าวก็สามารถท้ากับเกียร์อัตโนมัติได้เช่นกัน โดยดึงคันเกียร์จาก D มาที่ 3 หรือ 2 แล้วปล่อยให้เครื่องยนต์ฉุดรั้งไว้ พร้อมทั้งเหยียบเบรคช่วย จะท้าให้อุณหภูมิเบรกไม่ร้อนจนเกินไป
สำหรับท่านที่ใช้เบรคมากเกินไปจนรู้สึกว่าเบรคไม่อยู่ หรือได้กลิ่นไหม้จากการเบรค ให้รีบจอดรถข้างทาง รอจนกว่าเบรคจะเย็นหรือประมาณ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ลองทดสอบเบรคดู ถ้าเบรคอยู่แล้ว ให้ค่อยๆขับต่อโดยขับช้าๆ พร้อมใช้เกียร์ต่้า และเบรคเท่าที่จ้าเป็น การขับรถช้าๆ ความเร็วของรถจะไม่สูง ดังนั้นการใช้เบรกก็จะน้อยตามไปด้วย
 ทำไมต้องเปลี่ยน จากตัวอย่างการเกิดเบรคจมหรือเบรคไม่อยู่ขณะลงทางชันหรือลงจากเขา ส่วนหนึ่งมาจากน้้ามันเบรคไม่สามารถทนความร้อนจากการเบรคในลักษณะการขับขี่ที่ไม่ถูกต้อง หรือน้้ามันเบรคเสื่อมสภาพ (จุดเดือดต่ำลง) ดังนั้นการที่ต้องท้าให้น้ำมันเบรคมีจุดเดือดสูงนั้น เนื่องจากว่าสารเคมีในน้ำมันเบรคมีคุณสมบัติดูดซับความชื้น ยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูงอย่างประเทศไทย ความชื้นยิ่งมีโอกาสแทรกไปปนอยู่ในน้ำมันเบรคได้ง่ายขึ้น โดยจะท้าให้จุดเดือดของน้ำมันเบรคลดลงตามล้าดับ ดังนั้นคุณสมบัติของน้ำมันเบรคจึงควรมีจุดเดือดสูงไว้ตั้งแต่แรก ได้เคยมีผู้ทดลองไว้ว่าภายในระยะ 12-15 เดือน น้ำมันเบรคสามารถดูดซับความชื้นท้าให้จุดเดือดลดลงเหลือประมาณ 140 องศาหรือต่้ากว่า ซึ่งถ้าหากใช้ต่อไปอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ได้ อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อมีการดูดซับความชื้นเข้าไปในระบบ (มีน้ำเข้าไป) ก็จะท้าให้เกิดสนิมได้เมื่อใช้ไปนานๆ บางครั้งเมื่อเราเจอปัญหาเรื่องเบรคไม่อยู่ หรือรั่ว ช่างก็จะถอดแม่ปั๊มเบรคออกมาดูจะพบว่าลูกยางตาย เสื่อมสภาพ กระบอกสูบของแม่ปั๊มเบรคเป็นสนิม หรือตามด ถ้าเกิดสนิมตามดเล็กน้อยก็สามารถใช้กระดาษลูบแก้ไข แต่ถ้ากินจนเนื้อหายก็ต้องเปลี่ยนทั้งแม่ปั๊ม ท่านเจ้าของรถหลายท่านรวมถึงช่างบางคนก็ยังไม่รู้ว่าสนิมเหล่านั้นมาได้อย่างไร
ปัจจุบันมีเครื่องวัดคุณภาพของน้ำมันเบรคว่าน้ำมันเบรกที่เราใช้อยู่นั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ หรืออยู่ในส่วนที่เป็นอันตรายแล้ว การวัดดังกล่าวใช้เวลาสั้นมากเพียงแค่ 2-3 วินาทีก็สามารถรู้ได้ว่าน้ำมันเบรคเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง การวัดสภาพน้ำมันเบรคสามารถปรับตั้งค่าการวัดที่ตัววัดสภาพน้ำมันเบรคได้ เนื่องจากคุณภาพน้ำมันเบรค เกรดน้ำมันเบรคแตกต่างกัน (DOT) แล้วแต่ผู้ให้บริการ หรือศูนย์บริการซ่อมเลือกใช้ การวัดจากเครื่องวัดจะบอกเป็นตัวเลขและสภาพไปพร้อมๆกัน ตัวอย่างเช่น เลข “0” หมายถึง น้ำมันเบรคใหม่ (new oil) เลข “1-2” น้ำมันเบรคปกติ (Normal) เลข “3-4” ควรเปลี่ยน (Change) เลข “5-6” อันตราย (Danger)
การเลือกเกรดน้ำมันเบรคปัจจุบันก็มีให้เลือกหลายยี่ห้อตามแต่จะเลือกใช้ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้ยี่ห้อเดิม หรือตามที่ศูนย์บริการเปลี่ยนให้ โดยส่วนใหญ่จะใช้ DOT4 สามารถดูได้ข้างกระป๋องว่าที่เราใช้อยู่นั้นเป็นเกรด หรือ DOT อะไร การเลือกใช้น้ำมันเบรคที่มี DOT สูงกว่าไม่เป็นการผิดแต่อย่างใด แต่จะมีค่าตัวสูงกว่าเดิมเล็กน้อย การเปลี่ยนยี่ห้อน้ำมันจากที่เราเคยใช้อยู่นั้น ควรถ่ายของเดิมทิ้งให้หมด แล้วเลือกเติมตามที่เราต้องการ แต่ควรเป็น DOT ที่เท่ากัน หรือสูงกว่าเท่านั้น
                ดังนั้น ผู้ใช้รถควรหมั่นตรวจสอบ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคตามระยะที่กำหนด โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถด้วยความเร็วสูง ผู้ที่บรรทุกหนักหรือวิ่งทางลาดชันบ่อยๆ และใช้งานเบรคหนักต่อเนื่องบ่อย ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรคทุกๆ 1 ปี ถ้าไม่แน่ใจก็ให้สอบถามตามศูนย์บริการมาตรฐานทั่วไป โดยระยะเวลาหรือระยะทางของแต่ละบริษัท อาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เป็นพื้นฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้นอยากให้ผู้ใช้รถตระหนักถึงเรื่องน้ำมันเบรคด้วย เพราะถ้าระบบเบรคมีปัญหาในช่วงขับขันจะเกิดอันตรายทั้งร่างกายและทรัพย์สินของผู้ขับขี่ ผู้โดยสารรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
 
 
 
 
นานาสาระ
- น้ำมันเบรค เรื่องที่ต้องรู้ [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- เทคนิคการขับรถขึ้นเขา [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- ทำความสะอาด เบาะผ้า เบาะหนังและไวนีล [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- เช็กรถหลังจากเดินทางไกล [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- ความเชื่อผิดๆ ...เมื่อจะซื้อรถมือสอง [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- คลัทซ์...ดาบสองคมของนักขับรถ [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- เกียร์มีเสียงดัง [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- การดูแลรักษาสีรถให้สวยสดใส [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
- การจอดรถอย่างมีมารยาท [25 มกราคม 2557 17:40 น.]
ดูทั้งหมด

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

10-12 ซอยนภาศัพท์ สุขุมวิท 36 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม 10110
โทรศัพท์ 022586103,022586108,022602755-6
โทรสาร 022586170